กูจะเหล้า(เล่า)...ใครจะทำไม???
30/10/06
ที่เขียนนี่บอกกันก่อนนะครับว่าผมน่ะไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรนะ ... ถึงจะขี้เหร่ไปนิด ปากหมาไปหน่อย แต่ก็...พอจะบอกได้เต็มปากว่า ... รักเด็ก เหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ การพนันไม่เล่น กลางคืนไม่เที่ยว (เป็นตัวอย่างของผู้ชายดีดีในอุดมคติที่ผู้หญิงจำนวนมากมักจะบอกว่า "เธอดีเกินไป" 555(-_-!!)) .....ฟังข่าวได้ยินว่ากระทรวงสาธารณสุข จะห้ามไม่ให้มนุษย์ผู้ใดก็ตามที่อายุต่ำกว่า 20 ปีซื้อเหล้า หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งห้ามไม่ให้มีการโฆษณาตามสื่อ (ล่าสุดเปลี่ยนกฏ แต่ว่ามันหยุมหยิมซะจนน่า....มาก)
ความเห็นของผมก็คือเรื่องนี้เป็นเรื่องดี....แต่ไม่น่าจะ work ผมจะลองเขียนในแง่มุมที่ไม่ค่อยมีใครเขียนหรือไม่ค่อยมีใครสังเกตกันดูบ้างนะครับ
เราต้องยอมรับประการหนึ่งคือเหล้าเป็นสินค้าวัฒนธรรม นั่นคือเหล้าเป็นเครื่องมือในการสร้างสายใยหรือการสร้างกลุ่ม การสร้างการยอมรับ การเข้าสังคม ฯลฯ โดยเฉพาะกับคนไทย (ชายไทยโดยส่วนใหญ่) หรือ วัฒนธรรมทางเอเชียตะวันออก (ประเทศทางอิสลามจะไม่มีปัญหาเหล่านี้เพราะสุราเป็นของต้องห้ามทางศาสนา) จะยกเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของการเข้าสังคมตั้งแต่โบราณที่ยังเป็นรูปแบบของคนในหมู่บ้าน ในจีนก็เหล้าขาวทั้งหลาย ในไทยก็สาโท ญี่ปุ่นคือสาเก และ เกาหลีเช่น เซจูเป็นต้น เรียกว่าจะเข้ากับคนประเทศเหล่านี้ได้ต้องเมากันให้เป็นว่างั้นเถอะ ในปัจจุบัน มันถูกยกระดับเข้ามาสู่สังคมการทำงานที่แม้จะดูหรูหราขึ้น แต่รูปแบบในการทำความคุ้นเคยกลับไม่ได้ต่างจากครั้งโบราณ ยกตัวอย่างง่ายๆถ้าชายหนุ่มคนหนึ่งจบปริญญาตรีหมาดๆ กำลังอยู่ในวัยเข้าสู่ตลาดแรงงาน เข้าสัมภาษณ์งาน คำถามหนึ่งที่จะถูกถามก็คือ คุณกินเหล้าได้มั้ย ? ถ้าผมตอบอย่างมีอุดมการณ์ "ไม่ ผมไม่ดื่มเด็ดขาด" รับประกันได้เลยว่าถึงแม้ก่อนหน้านั้นผมจะเก่งมาจากไหน ถามได้ตอบได้ เป็นอับดุลมาเกิด ผมก็จะมีโอกาสได้งานนั้นต่ำ หรือแม้จะได้งานนั้นแต่ผมอาจจะไม่มีความก้าวหน้าก็เป็นได้ เพราะเพียงแค่ผมไม่สามารถตอบสนองสิ่งที่ลูกค้าหรือแม้กระทั่งคนในบริษัทตัวเองต้องการได้ นั่นคือความรู้สึกเป็นพวกพ้องกัน (จากการกินเหล้า)
คำถามที่ควรจะถามต่อมาคือ แล้วการยุติการโฆษณาหรือการขึ้นภาษีเหล้าจะทำให้ยกเลิกหรือลดจำนวนอุบัติเหตุ (หรือจำนวนคนเมา)ได้หรือไม่ ? ....คำตอบที่น่าตกใจ คือ ไม่น่าจะได้ ยิ่งกว่านั้นอาจจะสูงขึ้นจนน่าตกใจ (ในความคิด "มาก" ของผมนะ)
ทั้งนี้เนื่องจากสินค้าประเภทอบายมุขทั้งหลาย ทั้งการพนัน เหล้า บุหรี่ โสเภณี ฯลณ ไม่ได้เป็นสินค้าที่ใช้สื่อภายนอกในการกระตุ้นการขายอยู่แล้ว แต่หากใช้ความต้องการทางจิตใจลึกๆเป็นแรงกระตุ้นต่างหาก ความต้องการแหกกฎ ความอยากเป็นตัวของตัวเอง ความเป็นสัตว์สังคม ฯลฯ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นต้นตอที่แท้จริงของแรงกระตุ้นทาง Demand (ความต้องการสินค้า) การปิดกั้นจะยิ่งเป็นการสร้างความอยากรู้อยากเห็นโดยเฉพาะกับเยาวชนสมัยนี้ที่อยู่ในยุคสาดดดดดดดเสียเทเสีย
"มึงแนวมั้ยสาดดดดดด"
"อ้าว มึงแนวคนเดียวหรอสาดดด "
'' ไม่กินมึงไม่ใช่เพื่อนกูนะสาดดดดดด"
"เอ่อ วันนี้วันเกิดกูว่ะสาดดด กูอายุ 20 แล้วว่ะสาดดดดด"
"งั้นมาฉลองกันมึงหน่อยว่ะสาดดดดดด"
"กูม่ายยยยยมาวววว่ะสาดดดดดดดด"
.....และอีกสารพัดสิงสาราสาดดดดด ที่คุณจะเจอเมื่อคุณปล่อยบรรดาลูกสาดดดดด อ่อนต่อโลกนี้เข้าป่าไป
พูดง่ายๆ หากินกับด้านมืดที่มนุษย์แต่ละคนมีอยู่แล้ว
การโฆษณาเหล้าสำหรับผมแล้วเป็นเพียงการแบ่งแยกพฤติกรรมของคนกินเหล้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่างหาก เช่น เป็นแรงงาน หรือเป็นช่าง จะให้เจ๋งต้องกินหงส์ทองได้(และไม่แฮงค์) นักศึกษาปัญญาชนก็ต้องชื่อฝรั่งนิดๆเป็น Sprey Royal ถ้ามีเงินสักหน่อย เดินเป็นกิจวัตร ก็ต้อง Keep walking กับพี่ดำและพี่แดง (ถ้ารวยขนาดเดินไปทำเงินตกไปก็อาจมีพี่ทอง พี่ฟ้า พี่เขียว บ้างเป็นบางโอกาส).... ตรงนี้อาจจะบอกว่าก็พวกนี้มันมีโฆษณา เขาก็รู้ว่ามันมีตัวเลือกอะไรที่เหมาะกับฐานะเขา ....เอางี้ ....ลองอ่านข้างบนอีกทีแล้วเปรียบเทียบกับตลาดบุหรี่ดูนะครับ ....อย่างที่เรารู้ตลาดบุหรี่ในบ้านเราเป็นตลาดที่ห้ามทำโฆษณาทุกสื่อ ผู้สูบบุหรี่ก็ถูกแบ่งออกเป็น 4 ระดับโดยประมาณ ตั้งแต่ ชั้นประหยัด economy , silver , gold จนกระทั่ง platinum นั่นเลย เอาเป็นว่าผมไม่ต้องบอกก็พอจะรู้ว่ายื่ห้อไหนเป็นลูกค้ากลุ่มไหนนะครับ เขารู้กันดี จำนวนผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะกับจำนวนผู้เริ่มสูบที่อายุโดยเฉลี่ยลดลงทุกวัน (ทั้งที่กฏหมายของมันโดยเนื้อหา strict กว่าเหล้าเยอะเลย) เพราะฉะนั้น แท้จริงแล้วปัญหามันมาจาก "คน" ที่ไม่เคร่งครัดกฎนั่นเองไม่ต้องไปโทษสื่อเลย
การเพิ่มภาษีเหล้า อาจทำให้ลด Demand ของคนไปได้เมื่อมองตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ว่าราคาของแพงกำลังซื้อจะลด ....แต่ช้าก่อน อย่างที่ผมบอกสินค้าอบายมุขเป็นสินค้าที่ค่อนข้างพิเศษคือมันมีนัยยะของการรวมกลุ่มทางสังคมอยู่ด้วย (น้อยคนจะนั่งกินคนเดียว ยกเว้นคนอกหัก แต่บางที่คนอกหักนี่แหละตัวลากเพื่อนมาเลย) เพราะฉะนั้น มองในแง่มุมแบบคิดมากของผมแล้ว เมื่อราคาแพงขึ้นการรวมกลุ่มของคนจะเพิ่มขึ้นเพื่อแชร์ค่าเหล้า เช่น เดิม 100 บาทต่อขวด แชร์ 50*2คน เมื่อกลายเป็น 150 บาท ในขณะที่รายได้คงที่ก็กลายเป็นการดิ้นรนหาเพื่อนมาก๊งเพิ่มขึ้น กลายเป็น 50*3คน (ผมคิดมากไปมั้ยครับ ...แต่น่าจะเป็นไปได้นะ) ผลที่ได้ก็คือ แม้จำนวนขวดอาจจะลดลงแต่จำนวนคนกรึ่มๆหรือคนเมากลับจะเพิ่มขึ้น...(คิดได้ไงวะ มหาลัยจะยึดปริญญากูกลับมั้ยเนี่ย.....เอ่อ ผมว่าผมคิดได้เป็นเหตุเป็นผลจริงๆนะ )
จริงๆอยากเขียนขยายความมากกว่านี้นะ แต่เดี๋ยวจะเยอะเกินขี้เกียจอ่านกัน ผมว่าผมพูดเรื่องไอเดียการแก้ไขเลยดีกว่า เดี๋ยวจะหาว่าสักแต่ด่า ไม่บอกทางแก้ (เขียนไปบ่นไป จะมีใครมานั่งอ่านวะเนี่ย ใครอ่านถึงตอนนี้กรุณาส่งชื่อที่อยู่มานะครับ เราจะมีรางวัลไปแจกถึงบ้านแล้วช่วยอ่านต่อไปให้ถึงบรรทัดสุดท้าย อาจจะมีรางวัล หวยบนดิน jackpot งวดหน้า (^_^))
ทางแก้เรื่องนี้มองให้ง่ายมีอยู่ 6 ทางหรือมากกว่านั้น
1. แก้ที่ต้นเหตุอย่างเข้มงวด ....ก็ในเมื่อห้ามกันถึงขนาดนี้ ก็ปิดตลาดไปเลยห้ามขาย ห้ามผลิต Agent นำเข้ามีทำไม โรงงานยาสูบมีทำไม ปิดไปสิ โรงงานสุราห้ามผลิต แล้วทำให้มันเป็นสินค้าผิดกฏหมายไปเลย ...ดีกว่ามาทำเป็นปากว่าตาขยิบ ไม่เด็ดขาดจริงนี่หว่า
2.แก้ที่ทางอ้อม.... เมื่อเราคิดว่าการกินเหล้าแล้วขับรถเป็นสิ่งอันตราย ก็ต้องทำให้ต้นทุนการกินนั้นสูงขึ้น เช่น ไม่ให้มีที่จอดรถตามผับต่างๆ ขีดไปเลยเส้นขาวแดงห้ามจอดตลอดแนว (ประมาณว่าถ้ารัศมี 2 กม. นี้เป็นที่ห้ามจอดแล้วมันจะจอดเดินมากินให้ได้ก็ยอมไปเถอะ) หรือ ถ้ามีที่จอดรถหลังร้านก็ให้ตั้งด่านวัดกันแอลกอฮอล์ตรงบริเวณทางออกลานจอดรถไปเลย ถ้าเกิน Limit ไม่ต้องออกไป ให้ทางร้านหาอาคารสำหรับพักของลูกค้าเพิ่มขึ้นมาด้วย ....วิธี่นี้ลูกค้าก็ต้องพึ่งบริการของขนส่งสาธารณะต่างๆเท่านั้น
3. กรณีกินที่บ้านหรือที่อื่นๆ ....แล้วเกิดมีอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากแอลกอฮอล์ สถานที่สุดท้ายที่จำเลยไปแวะก่อนที่จะขับรถนั้นต้องเป็นผู้รับโทษฐานสมรู้ร่วมคิดแล้วไม่แจ้งเจ้าหน้าที่ ปล่อยคนเมาขับรถออกมาสร้างความเดือดร้อนบนท้องถนน
4.วิธีการแบบญี่ปุ่น .....อันนี้เป็นวิธีการของญี่ปุ่นที่คัดลอกมาอีกทีของหนังสือของ วรากรณ์ สามโกเศศ โดยวิธีการมีว่าสถานบันเทิงทั้งหลายจะให้ส่วนลดค่า taxi กับผู้ใช้บริการทุกคน (โดยมีข้อตกลงกับบริษัท taxi ) เพื่อจะได้ไม่ใช้รถส่วนตัว
5.ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ....ความคิดที่ดูเหมือนเป็นข้อบังคับเช่นกินเหล้าได้มั้ย ถ้าต้องไปติดต่อลูกค้า? ฯลฯ หรือ ในระดับมหาวิทยาลัย ปวส ปวช เรื่องกินเหล้าแล้วเป็นเพื่อนกูต้องหมดไป หรือโชว์เก๋าแบบ on the rock เป็นแมนเต็มตัวต้องเลิกได้แล้ว นอกจากนั้นผู้ขายเองที่จะต้องเคร่งครัดกับอายุของผู้ชื้อด้วย
6.กินให้เป็น ..... กินอย่างไรให้ไม่เมา เช่นกินเหล้าไม่เกินกี่แก้ว ไม่ควรกินกับอาหารประเภทไหน ฯลฯ ทุกวันนี้คนกินเหล้าหลายคนกินเเบบโชว์เก๋าว่ากินมากเท่าไรก็ไม่เมาซึ่งเป็นแนวความคิดที่ประมาท (เพราะคุณอาจจะเมาแล้วไม่รู้ว่าตัวเองเมา) ความคิดที่ควรเป็น trend ของคนกินเหล้าก็คือ ผู้ที่อดกลั้นไม่ให้น้ำเมาบังคับคุณได้ต่างหากที่เก่งทีสุด (เช่น ถ้าคุณประกาศว่า จะกินแค่ 3 แก้ว แล้วคุณไม่ติดใจในรสเหล้าหรือไม่เมาจนยอมให้แก้วที่4 ผ่านเข้าไปในลำคอคุณได้นั่นคือ ความสุดยอด...แต่ถ้าทำไม่ได้นั่นคือความล้มเหลว)
อย่างไรก็ตามผมยังแอบเชื่อลึกๆว่ากุศโลบายของแนวคิดห้ามโฆษณาเหล้านี้จะประสบผล เพราะแม้อย่างที่ผมเขียนไว้ว่าเหล้าเป็นสินค้าที่มีความผูกพันทางวัฒนธรรม และยากจะต่อต้านในยุคสาดดดดดด เช่นเดี๋ยวนี้ แต่สมัยจอมพล ป. ก็เคยมีคำสั่งห้ามเคี้ยวหมาก...ซึ่งเป็นสินค้าวัฒนธรรมเช่นเดียวกัน และตอนหลังก็แทบจะสูญพันธ์ไปในที่สุด (ผมเองก็เคยลองเคี้ยวอยู่ครั้งนึง แต่ปูนกัดปากกินข้าวไปไม่ได้หลายอาทิตย์) ผมไม่สนับสนุนให้ใครกินเหล้า แต่อยากให้คนจะกินกินให้เป็นและรู้อย่างแท้จริงว่ามันมีโทษเป็นเช่นไร เพราะ มนุษย์ส่วนใหญ่จะได้เรียนรู้ และตระหนักอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อมีบทเรียนจากความสูญเสียเท่านั้น

